28 กุมภาพันธ์ 2551
ชี้แจงผลการดำเนินงานของ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย สำหรับปี 2550
ที่ ห.ท. SET.003/2551
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
เรื่อง ชี้แจงผลการดำเนินงานของ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
สำหรับปี พ.ศ. 2550
เรียน กรรมการและผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ในไตรมาสที่สี่ปี 2550 บริษัทมีผลประกอบการที่ดีขึ้นโดยมีผลขาดทุนเพียง 82 ล้านบาท
อันมีผลทำให้บริษัทมีผลขาดทุนทั้งปีเพียง 500 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2549 ที่มีผลขาดทุนถึง
1,233 ล้านบาท ถือว่ามีการปรับปรุงที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผลประกอบการที่ดีขึ้นนี้ถือเป็นสัญญาณ
ที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่จะดีขึ้นของบริษัทในอนาคต
บริษัทขอชี้แจงประเ ด็นสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2550 ดังนี้
- บริษัทได้รับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในปี 2550 เป็นเงิน 959 ล้านบาท
ถือเป็นผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่องมาจากปี 2549 ซึ่งบริษัทได้รับกระแสเงินสด
จากการดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 1,100 ล้านบาท
- ระหว่างปี 2550 บริษัทมีการขายร้านสาขาบางแห่งที่ไม่ได้ประกอบกิจการได้รับเงินสดมา
เท่ากับ 65.6 ล้านบาท
- ด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ได้รับดังกล่าว บริษัทได้มีการชำระคืนเงินกู้
ระหว่างปี 2550 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นเท่ากับ 998.6 ล้านบาท
- ผลจากการบริหารจัดการทำให้สินค้ามือสองในสต๊อกของบริษัทลดลงอย่างมีสาระสำคัญดังนี้ :-
สิ้นปี 2549 สิ้นปี 2550
หน่วย บาท (' 000) หน่วย บาท (' 000)
รถจักรยานยนต์ 25,976 450,391 5,774 108,953
เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน 34,307 106,026 23,825 65,913
- ตามแผนการปรับปรุงโครงสร้างขององค์กรที่จัดทำขึ้นในไตรมาสที่สี่ ปี2549 มีผลทำให้ค่าใช้จ่าย
ประจำของบริษัทในปี 2550 โดยเฉพาะเงินเดือนและสวัสดิการของพนักงานเมื่อเทียบกับปี 2549
แล้วลดลงประมาณ 120 ล้านบาท
- เปอร์เซ็นต์การเก็บเงิน ณ สิ้นเดือนธันวาคมปี 2550 ที่คำนวณจากจำนวนบัญชีที่เก็บเงินเทียบ
กับบัญชีเช่าซื้อทั้งหมด มีการปรับปรุงที่ดีขึ้นประมาณ 10%
กลยุทธ์ในอนาคตของบริษัทยังคงเน้นในธุรกิจเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านกับลูกค้าในประเทศไทยที่
อาศัยอยู่ตามชนบท ซึ่งบริษัทได้ดำเนินธุรกิจอยู่ในตลาดนี้มามากกว่า 100 ปีแล้ว
สำหรับปี 2551 บริษัทยังคงมุ่งเน้นในการขายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ซึ่งบริษัทถือว่าเป็นตลาดสินค้า
แทนที่ (Replacement Market) ที่สามารถนำกลยุทธ์ตีแลก (Trade-in) มาใช้แลกเปลี่ยนสินค้า ทุกชนิด
ทุกยี่ห้อ ของลูกค้ากับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าของบริษัท กลยุทธ์นี้สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจ ในตลาดสินค้า
แทนที่ให้กับบริษัทได้อย่างมหาศาล
สำหรับปี 2551 และปีต่อ ๆ ไป บริษัทคาดว่าจะเป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่ประกอบธุรกิจขายตรง
แบบเช่าซื้อ จากการพัฒนาและขยายธุรกิจด้วยการเพิ่มจำนวนพนักงานขายที่มีรายได้จากค่านายหน้า
และหน่วยขายให้มากขึ้น เพื่อมุ่งมั่นในการบุกตลาดที่ถือเป็นโอกาสทองของบริษัท
นอกจากการก่อตั้งแผนกพิจารณาเครดิตก่อนขาย และการยกเลิกการขายแบบเช่าซื้อสำหรับร้านสาขา
ในสามจังหวัดภาคใต้ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น บริษัทก็ยังคงให้มีการบริหารและควบคุมความเสี่ยง
อย่างต่อเนื่องพร้อมกับกำหนดให้มีวิธีการพิจารณาเครดิตอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้ลูกค้าที่มีคุณภาพอันจะก่อให้เกิด
กำไรสำหรับธุรกิจแนวใหม่
ข้อสังเกตุสำหรับตัวเลขทางการเงินที่สำคัญของปี 2550
งบกำไรขาดทุน
ผลประกอบการของปี 2550 แสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ไตรมาสที่สามของปี 2549 จนถึงปัจจุบันบริษัทเริ่มมีผล
ขาดทุนสุทธิลดลงไตรมาสต่อไตรมาส
รายได้ของบริษัทลดลงจาก 3,813.1 ล้านบาทในปี 2549 เหลือ 2,514.1 ล้านบาท หรือลดลงเท่ากับ
34.1% ทั้งนี้เนื่องมาจากยอดขายที่ลดลงของรถจักรยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเท่ากับ 56.1% และ
16.5% ตามลำดับ ดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระลดลง 44.4% หรือเท่ากับ 474 ล้านบาท อันเนื่องมาจากจำนวน
บัญชีเช่าซื้อที่ลดลงจาก 296,063 บัญชี ลดลงเหลือเท่ากับ 230,957 บัญชี อันมีผลมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวน
บัญ ชีที่ปิดและยึดคืน การขายรถจักรยานยนต์น้อยลงนั้น สืบเนื่องมาจากแผนกลยุทธ์ที่เน้นมาขายเครื่องใช้ไฟฟ้า
ภายในบ้านแทน แต่เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอยในปัจจุบัน จึงทำให้บริษัทต้องมีการเพิ่มเงินดาวน์ และนำ
ระบบการพิจารณาเครดิตก่อนขายมาใช้ อีกทั้งบริษัทยังมีนโยบายไม่ให้มีการขายใหม่แบบเช่าซื้อในร้านสาขาที่อยู่
ในเขตสามจังหวัดภาคใต้ จึงทำให้ยอดขายของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านในปีนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้น
ณ สิ้นเดือนธันวาคม ปี 2550 การตั้งสำรองสินค้าคงเหลือของบริษัทได้ลดลงเหลือเท่ากับ 162 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนธันวาคมปี 2549 ซึ่งเท่ากับ 380 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องมาจากการลดลงของจำนวน
รถจักรยานยนต์ที่ใช้แล้ว และผลจากการระบายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่มีการเคลื่อนไหวช้าผ่าน
ร้านสมาร์ทซีเล็คหรือร้านสินค้ามือสอง
เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับของมาตราฐานการบัญชีฉบับที่ 44 เรื่อง "งบการเงินรวมและการบัญชีสำหรับ
เงินลงทุนในบริษัทย่อย "ซึ่งมีการปรับปรุงเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2549 บริษัทได้มีการเปลี่ยนวิธีการทำ
งบการเงินรวมจากวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) เป็นวิธีราคาทุน (Cost Method) แทน ซึ่ง
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมิได้มีผลกระทบอันเป็นสาระสำคัญกับงบกำไรขาดทุนสำหรับปี 2550 แต่อย่างไร
เนื่องจากบริษัทในเครือมีผลกำไรน้อยมาก
โดยภาพรวมของปี 2550 บริษัทมียอดขาดทุนสุทธิทั้งสิ้น 500 ล้านบาท ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับยอด
ขาดทุนสุทธิ 1,233 ล้านบาท ของปี 2549 ผลต่างที่ดีขึ้น 733 ล้านบาท สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้:-
ล้านบาท
1.) ยอดขายของผลิตภัณฑ์ลดลง (832)
2.) รายได้ดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระลดลง (474)
3.) ต้นทุนขายลดลง 550
4.) การตีราคาและสำรองของรถจักรยานยนต์ที่ยึดคืนลดลง 420
5.) ขาดทุนจากการยึดคืนลดลง 475
6.) ค่าใช้จ่ายผันแปรและกึ่งผันแปรลดลง 424
7.) ค่าใช้จ่ายประจำลดลง 120
8.) ดอกเบี้ยจ่ายลดลง 50
รวมทั้งหมด 733
งบดุล
ลูกหนี้ผ่อนชำระและลูกหนี้อื่น-สุทธิ ลดลงจาก 2,770 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2549
มาอยู่ที่ 1,675 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2550 เนื่องมาจากบัญชียึดคืนเพิ่มมากขึ้น
และการขายที่ลดลง จำนวนบัญชีเช่าซื้อ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2549 ซึ่งมีจำนวนเท่ากับ 230,957 บัญชี
เทียบกับปีก่อนที่มีจำนวนเท่ากับ 296,063 บัญชี หรือคิดเป็นลดลงเท่ากับ 65,106 บัญชี
สินค้าคงเหลือ - สุทธิ ลดลงจาก 547 ล้านบาท เมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2549 มาอยู่ที่ 231 ล้านบาท
ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2550 สาเหตุหลักมาจากการลดลงของรถจักรยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้แล้ว
เงินกู้ที่มีภาระดอกเบี้ยลดลงเท่ากับ 999 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องมาจากการคืนเงินกู้จากกระแสเงินสด
ที่ได้รับจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องประกอบกับการสั่งซื้อสินค้าใหม่ลดลง เพื่อให้เหมาะสมกับยอดขายที่ลดลง
จึงเรียนมาเพื่อชี้แจงข้อมูลสำคัญที่มีผลต่อผลประกอบการและฐานะการเงินของบริษัท
ขอแสดงความนับถือ
บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
( นายดาเนียล ไมเคิล ฟิลิโปเนท์ )
กรรมการผู้จัดการ