14 พฤศจิกายน 2551
ชี้แจงผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2551 บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย
ที่ ห.ท. SET.017/2551
วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
เรื่อง ชี้แจงผลการดำเนินงานของ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
สำหรับไตรมาสที่สามประจำปี พ.ศ. 2551
เรียน กรรมการและผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ในไตรมาสที่สามปี 2551 บริษัทมีผลประกอบการขาดทุนเท่ากับ 38.5 ล้านบาท
ซึ่งเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2550 ที่มีผลขาดทุนถึง 105.0 ล้านบาท อันถือเป็น
การปรับปรุงที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อรวมผลประกอบการทั้งเก้าเดือนที่ผ่านมาพบว่า
บริษัทมีผลประกอบการขาดทุนลดลงเหลือ 15.2 ล้านบาทเมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกัน
ของปีก่อนที่ผลขาดทุนถึง 418.1 ล้านบาท
บริษัทขอชี้แจงประเด็นสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างไตรมาสที่สามของปี 2551 ดังนี้
- บริษัทได้รับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสำหรับไตรมาสที่สามของปี 2551
เป็นเงิน 51.1 ล้านบาท และเมื่อรวมทั้งสามไตรมาสบริษัทมีกระแสเงินสด
จากการดำเนินงานเท่ากับ 251.8 ล้านบาท
- ด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ได้รับดังกล่าว บริษัทได้มีการชำระคืนเงินกู้
สำหรับไตรมาสที่สามเป็นจำนวนเงินเท่ากับ 40.3 ล้านบาท และหากรวมทั้งสาม
ไตรมาสบริษัทได้มีการชำระคืนเงินกู้แล้วรวมทั้งสิ้น 201.1 ล้านบาท
- รวมเงินกู้ทั้งหมดของบริษัทลดลง 201.1 ล้านบาท โดยเงินกู้ระยะยาวลดลง
220.0 ล้านบาท จาก 683.3 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2550 ลดลงเหลือเท่ากับ
463.3 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนกันยายน 2551 ในขณะที่เงินกู้ระยะสั้นเพิ่มขึ้นเพียง
18.8 ล้านบาทจาก 653.2 ล้านบาทบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2550 เพิ่มขึ้นเป็น
672.0 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนกันยายน 2551
- สิ้นเดือนกันยายน 2551 ยอดคงเหลือของบัญชีเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของบริษัทลดลง
เหลือ 26,462 บัญชี จากบัญชีเช่าซื้อคงเหลือทั้งหมดเท่ากับ 202,553 บัญชี หรือคิดเป็น
13.1% ของบัญชีเช่าซื้อทั้งหมด
- จำนวนรถจักรยานยนต์ใช้แล้ว ณ สิ้นเดือน กันยายน 2551 ลดลงเหลือเท่ากับ 1,845 คัน
- เปอร์เซ็นต์การเก็บเงินซึ่งคำนวณมาจากจำนวนบัญชีที่รับชำระต่อจำนวนบัญชีเช่าซื้อทั้งหมด
ณ สิ้นเดือนกันยายน 2551 เพิ่มขึ้นเท่ากับ 4.38% เมื่อเปรียบเทียบกับเปอร์เซ็นต์การ
เก็บเงิน ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2550
- ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 ที่ผ่านมาบริษัทสามารถลดมูลค่าของลูกหนี้ที่ค้างชำระลงเท่ากับ
56.7 ล้านบาท
- เพื่อที่จะให้เป็นไปตามมาตราฐานบัญชีไทยฉบับที่ 29 บริษัทได้มีการเปลี่ยนวิธีการคำนวณ
การรับรู้ดอกเบี้ยของบัญชีเช่าซื้อจากวิธีผลรวมของจำนวนงวด (Sum of the Digit)
มาเป็นแบบวิธีการคำนวณหาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Interest Rate)
- ตามรายงานการคำนวณการตั้งสำรองการเกษียณอายุล่าสุดของบริษัท Watson Wyatt
บริษัทได้มีการตั้งสำรองเกษียณอายุของพนักงานเพิ่มขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ปัจจุบัน
เพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจสำหรับตลาดสินค้าทดแทน บริษัทยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์
ในการตีแลกเปลี่ยนสินค้า (Trade-in) ทุกชนิด ทุกยี่ห้อ ภายใต้งบประมาณส่งเสริมการตลาด
บริษัทสามารถปรับเปลี่ยนธุรกิจหลักจากรถจักรยานยนต์มาเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านได้
สำเร็จดังจะเห็นได้จากสัดส่วนของยอดขายขั้นต้นของสินค้าไตรมาสที่สามของปี 2551 ที่ประกอบด้วย
ยอดขายขั้นต้นของรถจักรยานยนต์ที่ลดลงเหลือเพียง 2.9%ของยอดขายขั้นต้นของสินค้าทั้งหมด
เพื่อทำให้ฐานข้อมูลของลูกค้าและผู้ค้ำประกันของลูกค้าเป็นปัจจุบันและครบถ้วน ควบคู่
ไปกับการพัฒนากระบวนการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็วด้วยการการปรับปรุงการทำงานของผู้ตรวจ
สอบบัญชีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นบริษัทได้ให้มีการดำเนินการพัฒนากระบวนการขายแบบเช่าซื้อ
และการปรับปรุงฐานข้อมูลลูกค้าซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2551
ข้อสังเกตสำหรับตัวเลขทางการเงินที่สำคัญของไตรมาสที่สามสำหรับปี 2551
งบกำไรขาดทุน
ผลประกอบการของไตรมาสที่สามสำหรับปี 2551 แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีผลขาดทุน
เท่ากับ 38.5 ล้านบาทเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่สามของปี 2550 ที่บริษัทมีผลขาดทุน
เท่ากับ 105.0 ล้านบาท
รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 530.2 ล้านบาทในไตรมาสที่สามของปี 2550
เป็น 571.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเท่ากับ 7.8% ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากยอดขายสุทธิของสินค้า
เพิ่มขึ้นเท่ากับ 10.0% อันเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
เท่ากับ 31.4% หรือคิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 101.3 ล้านบาทในขณะที่ยอดขายขั้นต้นของ
รถจักรยานยนต์ที่ลดลงถึง 82.8% หรือคิดมูลค่าลดลงเท่ากับ 61.5 ล้านบาท และการลดลง
ของดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระเท่ากับ 2.0% หรือลดลงเท่ากับ 2.4 ล้านบาท อันเนื่องมาจาก
การลดลงของดอกเบี้ยเท่ากับ 11.4 ล้านบาท จากการเปลี่ยนวิธีการคำนวณการรับรู้ดอกเบี้ย
จากบัญชีเช่าซื้อจากวิธีผลรวมของจำนวนงวด (Sum of Digit) มาเป็นวิธีอัตราดอกเบี้ย
ที่แท้จริง (Effective Interest Rate) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตราฐานบัญชีไทยฉบับที่ 29
ในขณะที่บัญชีเช่าซื้อใหม่ที่เพิ่มขึ้นสามารถที่จะก่อให้เกิดดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระเพิ่มขึ้นเท่ากับ
9 ล้านบาท แม้ว่าจำนวนบัญชีเช่าซื้อจะลดลงจาก 230,957 บัญชี ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2550
ลดลงเหลือเท่ากับ 202,553 บัญชี ณ สิ้นเดือนกันยายน 2551 ทั้งนี้เนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของ
จำนวนบัญชีที่ปิดและยึดคืนโดยเฉพาะบัญชีเช่าซื้อของรถจักรยานยนต์ตามแผนกลยุทธ์ของบริษัทที่
มุ่งเน้นมาขายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านแทน และแม้ว่าจำนวนบัญชีเช่าซื้อใหม่ของเครื่องใช้ไฟฟ้า
ภายในบ้านจะเพิ่มขึ้นทุกๆ เดือนแต่ก็ไม่สามารถที่ชดเชยกับจำนวนบัญชีเช่าซื้อเดิมที่ปิดไปโดย
การให้ส่วนลดและยึดสินค้าคืนตามนโยบายของบริษัทเพื่อที่จะลดจำนวนบัญชีที่ค้างชำระลง
ณ สิ้นเดือนกันยายนปี 2551 การตั้งสำรองสินค้าคงเหลือของบริษัทได้ลดลงเหลือเท่ากับ
78.0 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นเดือนธันวาคม ปี 2550 ซึ่งเท่ากับ 162.0 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องมา
จากการบริหารอย่างต่อเนื่องเพื่อเปลี่ยนสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวช้าให้เป็นเงินสด
โดยภาพรวมของไตรมาสที่สามสำหรับปี 2551 บริษัทมียอดขาดทุนสุทธิทั้งสิ้น 38.5 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับยอดขาดทุนสุทธิ 105.0 ล้านบาท ของไตรมาสที่สามสำหรับปี 2550 ผลต่างที่ดีขึ้น
66.5 ล้านบาท สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้:-
ล้านบาท
1.) ยอดขายของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น 40
2.) รายได้ดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระลดลง -2
3.) รายได้อื่น ๆ เพิ่มขึ้น 4
4.) ต้นทุนขายลดลง 4
5.) ค่าใช้จ่ายผันแปรเพิ่มขึ้น -11
6.) ค่าใช้จ่ายกึ่งผันแปรลดลง 41
7.) ขาดทุนจากการยึดสินค้าคืนลดลง 26
8.) ค่าใช้จ่ายประจำเพิ่มขึ้น -42
9.) ดอกเบี้ยจ่ายลดลง 7
รวมผลต่าง 67
งบดุล
ลูกหนี้ผ่อนชำระและลูกหนี้อื่น-สุทธิ ลดลงจาก 1,675 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม
2550 มาอยู่ที่ 1,508 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนกันยายน 2551 หรือลดลงเท่ากับ 9.9% ทั้งนี้
เนื่องมาจากบัญชีเช่าซื้อที่ปิดโดยส่วนลดและยึดคืนเพิ่มขึ้น จำนวนบัญชีเช่าซื้อ ณ วันที่ 30 กันยายน
2551 ลดลงเหลือเท่ากับ 202,553 บัญชีเทียบกับ ณ สิ้นเดือนธันวาคมปี 2550 ที่มีจำนวนเท่ากับ
230,957 บัญชี หรือลดลงเท่ากับ 28,404 บัญชี
สินค้าคงเหลือ - สุทธิ ลดลงจาก 231 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2550 มาอยู่ที่
198 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนกันยายน 2551 สาเหตุหลักของการลดลงดังกล่าวมาจากแผนการจัด
การเปลี่ยนสินค้าที่มีการเคลื่อนไหวช้าให้เป็นเงินสด
เจ้าหนี้การค้า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2551 เท่ากับ 140.1 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากเดือน
ธันวาคม 2550 ซึ่งเท่ากับ 72 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องมาจากมูลค่าของการสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้น
เพื่อรองรับการขายที่เพิ่มขึ้นรวมกับเครดิตเทอมที่ยาวนานขึ้นจากการสนับสนุนของผู้ผลิตสินค้า
รายใหญ่
เงินกู้ที่มีภาระดอกเบี้ยลดลงเท่ากับ 201.1 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องมาจากการชำระคืนเงินกู้
จากกระแสเงินสดที่ได้รับจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
จึงเรียนมาเพื่อชี้แจงข้อมูลสำคัญที่มีผลต่อผลประกอบการและฐานะการเงินของบริษัท
ขอแสดงความนับถือ
บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
( นายดาเนียล ไมเคิล ฟิลิโปเนท์ )
กรรมการผู้จัดการ