26 กุมภาพันธ์ 2552
ชี้แจงผลการดำเนินงานประจำปี 2552
ที่ ห.ท. SET/003 /2552
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
เรื่อง ชี้แจงผลการดำเนินงานของ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
สำหรับประจำปี พ.ศ. 2551
เรียน กรรมการและผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ในไตรมาสที่สี่ปี 2551 บริษัทมีผลประกอบการขาดทุนสุทธิเท่ากับ 66.4 ล้านบาท
ซึ่งเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2550 ที่มีผลขาดทุนสุทธิถึง 82.1 ล้านบาท และเมื่อรวม
ผลประกอบการทั้งปี 2551 พบว่า บริษัทมีผลประกอบการขาดทุนสุทธิลดลงเหลือ 81.6 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับผลประกอบการปี 2550 ที่มีผลขาดทุนสุทธิถึง 500.2ล้านบาท อันแสดงให้เห็นถึงผล
ประกอบการที่ดีขึ้นของบริษัทจากผลขาดทุนสุทธิก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย
(EBITDA) ประจำปี 2550 ที่เท่ากับ 342.6 ล้านบาทมาเป็นผลกำไรสุทธิก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี
ค่าเสื่อมราคา และ ค่าตัดจำหน่าย (EBITDA)เท่ากับ 40.4 ล้านบาท
บริษัทขอชี้แจงประเด็นสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2551 ดังนี้
บริษัทได้รับกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสำหรับปี 2551 เป็นเงินทั้งสิ้น 314.3
ล้านบาท โดยแยกเป็นกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสำหรับไตรมาสที่ 1-3 เท่ากับ
251.8 ล้านบาท
ด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ได้รับดังกล่าว บริษัทได้มีการชำระคืนเงินกู้
และดอกเบี้ยสำหรับปี 2551 รวมเป็นเงินทั้งสิ้นเท่ากับ 243.2 ล้านบาท
เงินกู้ทั้งหมดของบริษัทลดลง 167.9 ล้านบาท อันประกอบด้วยเงินกู้ระยะยาวลดลงเท่ากับ
256.7 ล้านบาทจาก 683.3 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2550 ลดลงเหลือเท่ากับ 426.6
ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2551 ในขณะที่เงินกู้ระยะสั้นเพิ่มขึ้นเพียง 88.8 ล้านบาทจาก
653.2 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2550 เพิ่มขึ้นเป็น 742.0 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2551
สิ้นเดือนธันวาคม 2551 ยอดคงเหลือของบัญชีเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของบริษัทลดลงเหลือ
20,093 บัญชี จากบัญชีเช่าซื้อคงเหลือทั้งหมดเท่ากับ 189,031 บัญชี หรือคิดเป็น 10.6% ของบัญชี
เช่าซื้อทั้งหมด
จำนวนรถจักรยานยนต์ใช้แล้ว ณ สิ้นเดือน ธันวาคม 2551 ลดลงเหลือเท่ากับ 1,936 คัน
เปอร์เซ็นต์การเก็บเงินซึ่งคำนวณมาจากจำนวนบัญชีที่รับชำระต่อจำนวนบัญชีเช่าซื้อทั้งหมด
ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2551 เพิ่มขึ้นเท่ากับ 5.1% เมื่อเปรียบเทียบกับเปอร์เซ็นต์การเก็บเงิน ณ
สิ้นเดือนธันวาคม 2550
ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 ที่ผ่านมาบริษัทสามารถลดมูลค่าของลูกหนี้ที่ค้างชำระลงเท่ากับ
220 ล้านบาท
เพื่อที่จะให้เป็นไปตามมาตราฐานบัญชีไทยฉบับที่ 29 ที่มีผลบังคับใช้ในปี 2551บริษัทได้มี
การเปลี่ยนวิธีการคำนวณการรับรู้ดอกเบี้ยของบัญชีเช่าซื้อจากวิธีผลรวมของจำนวนงวด
(Sum of the Digit) มาเป็นแบบวิธีการคำนวณหาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Interest Rate)
อันเป็นผลทำให้ดอกเบี้ยรับจากการผ่อนชำระสำหรับปี 2551 ลดลงประมาณ 15.3 ล้านบาทเมื่อเทียบกับวิธีเดิม
ตามรายงานการคำนวณการตั้งสำรองการเกษียณอายุล่าสุดของบริษัท Watson Wyatt
บริษัทได้มีการตั้งสำรองเกษียณอายุของพนักงานเพื่อให้เป็นไปตามแผนการลดจำนวนร้านที่ไม่สามารถ
ก่อให้เกิดก่อรายได้
เพื่อเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจสำหรับตลาดสินค้าทดแทนบริษัทยังคงมุ่ง
เน้นกลยุทธ์ในการตีแลกเปลี่ยนสินค้า (Trade-in) ทุกชนิด ทุกยี่ห้อ
บริษัทสามารถปรับเปลี่ยนธุรกิจหลักจากรถจักรยานยนต์มาเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
ได้สำเร็จดังจะเห็นได้จากสัดส่วนของยอดขายขั้นต้นของสินค้าในปี 2551 ที่ประกอบด้วยยอดขายขั้นต้นของ
รถจักรยานยนต์ที่ลดลงเหลือเพียง 5.0%ของยอดขายขั้นต้นของสินค้าทั้งหมด
เพื่อทำให้ฐานข้อมูลของลูกค้าและผู้ค้ำประกันของลูกค้าเป็นปัจจุบันและครบถ้วน ควบคู่ไปกับการพัฒนา
กระบวนการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็วด้วยการการปรับปรุงการทำงานของผู้ตรวจสอบบัญชีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
บริษัทได้ให้มีการดำเนินการพัฒนากระบวนการพิจารณาเครดิตและการปรับปรุงฐานข้อมูลลูกค้า
บริษัทได้มีการแต่งตั้งบริษัท Asia Plus Advisory Company Limited ให้มาเป็นที่ปรึกษาการเงินในการระดุม
ทุน และการจัดการหนี้ที่จะถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2551 ตราบจนถึงปัจจุบัน
ข้อสังเกตสำหรับตัวเลขทางการเงินที่สำคัญของสำหรับปี 2551
งบกำไรขาดทุน
ผลประกอบการสำหรับปี 2551 แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีผลขาดทุนสุทธิเท่ากับ 81.6 ล้านบาทเมื่อเปรียบเทียบ
กับปี 2550 ที่บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิเท่ากับ 500.2 ล้านบาท
รายได้ของบริษัทลดลงจาก 2,514.1 ล้านบาทในปี 2550 มาเหลือเท่ากับ 2,355.4 ล้านบาทหรือลดลง
เท่ากับ 6.3% ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากยอดขายสุทธิของสินค้าลดลงเท่ากับ 6.2% อันเป็นผลมาจากยอดขายขั้นต้น
ของรถจักรยานยนต์ที่ลดลงเท่ากับ 79.4% หรือคิดมูลค่าขายลดลงเท่ากับ 339.8 ล้านบาทในขณะที่ยอดขาย
ขั้นต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเพิ่มขึ้นเท่ากับ15.5%หรือคิดเป็นมูลค่าเท่ากับ223.8ล้านบาทตามกลยุทธ์
ของบริษัทที่จะเปลี่ยนธุรกิจหลักจากการขายรถจักรยานยนต์ไปเป็นการขายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และ
ดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระที่ลดลงเท่ากับ 15.8% หรือลดลงเท่ากับ 93.8 ล้านบาท อันเนื่องมาจากการลดลงของ
ดอกเบี้ยผ่อนชำระเท่ากับ 15.3 ล้านบาทจากการเปลี่ยนวิธีการคำนวณการรับรู้ดอกเบี้ยจากบัญชีเช่าซื้อจากวิธี
ผลรวมของจำนวนงวด (Sum of Digit) มาเป็นวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Interest Rate) เพื่อให้
สอดคล้องกับมาตราฐานบัญชีไทยฉบับที่ 29 และผลกระทบของจำนวนบัญชีเช่าซื้อที่ลดลงจาก 230,957บัญชี
ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2550 ลดลงเหลือเท่ากับ 189,031บัญชี ณ สิ้นเดือนธันวาคม2551 ทั้งนี้เนื่องมาจากการ
เพิ่มขึ้นของจำนวนบัญชีที่ปิดและยึดคืนโดยเฉพาะบัญชีเช่าซื้อของรถจักรยานยนต์ตามแผนกลยุทธ์ของบริษัทที่มุ่งเน้น
มาขายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านแทน ถึงแม้ว่าจำนวนบัญชีเช่าซื้อใหม่ของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจะเพิ่มขึ้นทุกๆ
เดือนแต่ก็ไม่สามารถที่ชดเชยกับจำนวนบัญชีเช่าซื้อเดิมที่ปิดไปโดยการให้ส่วนลดและยึดสินค้าคืนตามนโยบายของ
บริษัทเพื่อที่จะลดจำนวนบัญชีที่ค้างชำระลง
ณ สิ้นเดือนธันวาคมปี 2551 การตั้งสำรองสินค้าคงเหลือของบริษัทได้ลดลงเหลือเท่ากับ 103.0 ล้านบาท เมื่อ
เทียบกับสิ้นเดือนธันวาคม ปี 2550 ซึ่งเท่ากับ 162.0 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องมาจากการบริหารอย่างต่อเนื่องเพื่อเปลี่ยน
สินค้าที่มีการเคลื่อนไหวช้าให้เป็นเงินสด
โดยภาพรวมสำหรับปี 2551 บริษัทมียอดขาดทุนสุทธิทั้งสิ้น 81.6 ล้านบาท เมื่อเทียบกับยอดขาดทุนสุทธิ
500.2 ล้านบาทสำหรับปี 2550 ผลต่างที่ดีขึ้น 418.6 ล้านบาท สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้:-
ล้านบาท
1.) ยอดขายสุทธิของผลิตภัณฑ์ลดลง -116
2.) รายได้ดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระลดลง -94
3.) รายได้อื่น ๆ เพิ่มขึ้น 51
4.) ต้นทุนขายลดลง 209
5.) ค่าใช้จ่ายผันแปรลดลง 11
6.) ค่าใช้จ่ายกึ่งผันแปรลดลง 226
7.) ขาดทุนจากการยึดสินค้าคืนลดลง 80
8.) ค่าใช้จ่ายประจำลดลง 19
9.) ดอกเบี้ยจ่ายลดลง 32
รวมผลต่าง 418
งบดุล
ลูกหนี้ผ่อนชำระและลูกหนี้อื่น-สุทธิ ลดลงจาก 1,675 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2550
มาอยู่ที่ 1,395 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2551 หรือลดลงเท่ากับ 16.7% ทั้งนี้เนื่องมาจากบัญชีเช่าซื้อ
ที่ปิดโดยส่วนลดและยึดคืนเพิ่มขึ้น จำนวนบัญชีเช่าซื้อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 ลดลงเหลือเท่ากับ 189,031 บัญชี
เทียบกับ ณ สิ้นเดือน ธันวาคม ปี 2550 ที่มีจำนวนเท่ากับ 230,957 บัญชี หรือลดลงเท่ากับ 41.926 บัญชี
สินค้าคงเหลือ - สุทธิ ลดลงจาก 230.6 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2550 มาอยู่ที่ 222.2 ล้านบาท
ณ สิ้นเดือน ธันวาคม 2551 สาเหตุหลักของการลดลงดังกล่าวมาจากแผนการจัดการเปลี่ยนสินค้าที่มีการเคลื่อน
ไหวช้าให้เป็นเงินสด
เจ้าหนี้การค้า ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2551 เท่ากับ 179.2 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2550
ซึ่งเท่ากับ 72 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องมาจากมูลค่าของการสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขายที่เพิ่มขึ้นรวมกับ
เครดิตเทอมที่ยาวนานขึ้นจากการสนับสนุนของผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่
เงินกู้ที่มีภาระดอกเบี้ยลดลงเท่ากับ 167.8 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนทั้งนี้เนื่องมาจากการชำระคืนเงินกู้จาก
กระแสเงินสดที่ได้รับจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
จึงเรียนมาเพื่อชี้แจงข้อมูลสำคัญที่มีผลต่อผลประกอบการและฐานะการเงินของบริษัท
ขอแสดงความนับถือ
บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
( นายดาเนียล ไมเคิล ฟิลิโปเนท์ )
กรรมการผู้จัดการ