12 May 2010
ชี้แจงผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาสแรก ของปี พ.ศ. 2553
ที่ ห.ท. SET. 013/2553
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เรื่อง ชี้แจงผลการดำเนินงานของ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
สำหรับไตรมาสแรก ของปี พ.ศ. 2553
เรียน กรรมการและผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ในไตรมาสแรกของปี 2553 บริษัทมีผลประกอบการกำไรสุทธิเท่ากับ 11.1 ล้านบาทซึ่งเมื่อเทียบกับไตรมาส
แรกของปี 2552 ที่มีผลกำไรสุทธิเท่ากับ 16.7 ล้านบาท อันมีผลทำให้กำไรต่อหุ้นของบริษัทในไตรมาสนี้เท่ากับ 0.04
บาท เทียบกับกำไรต่อหุ้นในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเท่ากับ 0.06 บาท แม้ว่าผลกำไรสุทธิสำหรับไตรมาสแรกของปี
2553 จะน้อยกว่าของไตรมาสแรกของปี 2552 ก็ตาม แต่ผลกำไรจากการดำเนินงานของไตรมาสแรกของปี2553 ก็สูงกว่า
ของปี 2552 ถึง 23 ล้านบาท ตามภาระหน้าที่ของฝ่ายจัดการที่จะต้องทำให้บริษัทมีผลประกอบการกำไรภายใต้ภาวะเศรษฐกิจ
และการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงจากผลประกอบการที่ปรากฎนี้แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์ที่บริษัทดำเนินการอยู่นั้นถูกต้อง
บริษัทขอชี้แจงประเด็นสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างไตรมาสแรกของปี 2553 ดังนี้
1 ยอดขายสินค้าของบริษัทฯในไตรมาสแรกของปี 2553 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นถึง 28.9%
หรือคิดเป็นเงิน 98.5 ล้านบาท เนื่องจากการขายเครื่องปรับอากาศได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นนัยสำคัญ
2 มูลค่าบัญชีเช่าซื้อของบริษัทฯ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2553 เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนธันวาคมของปีก่อนเพิ่มขึ้นถึง
72.2 ล้านบาท อันมีผลมาจากยอดขายสินค้าที่เพิ่มขึ้น
3 บริษัทได้ใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานบางส่วนไปในการลงทุนกับบัญชีเช่าซื้อที่เพิ่มขึ้นจนทำให้กระแส
เงินสดจากการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2553 ติดลบเป็นเงิน 50.6 ล้านบาท
4 พร้อมกันนั้นบริษัทฯก็ได้ยังนำกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ได้รับไปจ่ายชำระคืนเงินกู้และดอกเบี้ยเป็น
จำนวนเงินเท่ากับ 24.4 ล้านบาท
5 เงินกู้ระยะยาวของบริษัท ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2553 ลดลงเหลือเท่ากับ 797.5 ล้านบาท จาก 820.3
ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2552 ในขณะที่เงินกู้ระยะสั้นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 45.6 ล้านบาทณ สิ้นเดือน
ธันวาคม 2552 เป็น 57.0 ล้านบาท
6 อัตรากำไรขั้นต้นของไตรมาสแรกของปี 2553 ลดลงจาก 59.9% เป็น 52.9% อันมีผลมาจากอัตรากำไร
ขั้นต้นของเครื่องปรับอากาศที่บริษัทฯขายเพิ่มขึ้นในปัจจุบันนั้นต่ำกว่าอัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าหลักอื่นๆ ที่
ขายอยู่ ทั้งนี้เป็นผลมาจากการส่งเสริมการขายเครื่องปรับอากาศโดยไม่มีการคิดค่าติดตั้งในช่วงแรกของ
การแนะนำสินค้า แต่อย่างไรก็ตามปริมาณการขายเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้นนั้นได้มาผลักดันให้บริษัทฯมีผล
กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นถึง 13.2 ล้านบาท
7 เปอร์เซ็นต์การเก็บเงินซึ่งคำนวณมาจากจำนวนบัญชีที่ชำระต่อจำนวนบัญชีเช่าซื้อทั้งหมด ณ สิ้นเดือนมีนาคม
2553 เพิ่มขึ้นอีก 1.63% เมื่อเปรียบเทียบกับเปอร์เซ็นต์การเก็บเงิน ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2552
8 บริษัทฯสามารถบริหารบัญชีเช่าซื้อที่มีเงินค้างชำระลดลงได้อย่างต่อเนื่อง จากสิ้นเดือนธันวาคม 2552 อีก
เป็นเงินทั้งสิ้นเท่ากับ 17.7 ล้านบาท
กลยุทธ์ในอนาคตของบริษัทยังคงเน้นในธุรกิจเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านกับลูกค้าในประเทศไทยที่อาศัย
อยู่ตามชนบท ซึ่งบริษัทได้ดำเนินธุรกิจอยู่ในตลาดนี้มามากกว่า 100 ปีแล้ว
บริษัทยังคงดำเนินกลยุทธ์ในการตีแลกเปลี่ยนสินค้า (Trade-in) ทุกชนิด ทุกยี่ห้อ ต่อไปด้วยการกำหนดมูลค่า
ของราคาตีแลกสินค้าให้ลดลง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของโอกาสทางธุรกิจสำหรับตลาดสินค้าทดแทนที่มีอยู่ได้อย่าง
มหาศาลได้ต่อไป
เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่าบัญชีเช่าซื้อที่เกิดขึ้นใหม่จากการขายที่เพิ่มขึ้นของเครื่องปรับอากาศซึ่งมีปริมาณ
มากกว่า 7,000 เครื่องสำหรับไตรมาสแรกเป็นบัญชีเช่าซื้อที่มีคุณภาพ และหากมีปัญหาก็สามารถจัดการแก้ไขได้ทันที
บริษัทฯได้ให้มีการเข้มงวดในการควบคุมและกำกับดูแลสินเชื่อของบัญชีเช่าซื้อเหล่านี้เป็นพิเศษอย่างใกล้ชิด
เพื่อที่จะสร้างการป้องกันการติดตาม และการดำเนินการแก้ไขปัญหาการทุจริตภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำนี้
บริษัทได้มีการดำเนินการมาตราการดั่งต่อไปนี้:-
1 กำหนดให้มีนโยบายการแจ้งแหล่งข้อมูลทุจริต โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นในภาคสนามเป็นความลับ
(Whistleblower Policy) ด้วยการติดต่อให้ข้อมูลการทุจริตนั้นเป็นการเฉพาะเพื่อเป็นการป้องกัน
แหล่งแจ้งข้อมูลนั้นๆ
2 กำหนดให้มีรายงานการเตือนล่วงหน้า (Early Warning Report) เพื่อบ่งชี้สัญญาณของการทุจริต
พร้อมกับให้มีการแบ่งเกรดของร้านสาขาโดยจำแนกตามระดับของความเสี่ยงในความเสียหายที่อาจจะ
เกิดขึ้น
3 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตขึ้นมาสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการป้องกัน
ปราบปรามการทุจริตในการติดตามดูแลคดีทุจริตทั้งหมดอย่างเข้มงวดตามนโยบายการที่ไม่ยอมให้มีการ
ทุจริตเกิดขึ้น (Zero Tolerance Policy) พร้อมกับให้มีการออกกฎระเบียบและติดตามผลการดำเนิน
การแก้ไขปัญหาคดีทุจริตเหล่านั้นให้เหมาะสม
4 กำหนดให้มีการฝึกอบรมและเพิ่มความรับผิดชอบให้กับผู้จัดการภาคเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง
5 จัดให้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานกฎหมายและผู้บริหารของภาคสนามในการติดตาม
และดำเนินการแก้ไขปัญหาการทุจริต
บริษัทสามารถปรับเปลี่ยนธุรกิจหลักจากรถจักรยานยนต์มาเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านได้สำเร็จดังจะเห็น
ได้จากสัดส่วนของยอดขายไตรมาสแรกในปี 2553 อันประกอบด้วยยอดขายรถจักรยานยนต์ที่ลดลงเหลือเพียง 0.3%
ของยอดขายทั้งหมด
ข้อสังเกตุสำหรับตัวเลขทางการเงินที่สำคัญของไตรมาสแรกสำหรับปี 2553
งบกำไรขาดทุน
ผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2553 บริษัทมีกำไรสุทธิ 11.1 ล้านบาท เปรียบเทียบกับไตรมาสแรกของปี
2552 ที่มีกำไร 16.7 ล้านบาท
รายได้ทั้งหมดของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 492.6 ล้านบาท ในไตรมาสแรกของปี 2552 เป็น 546.9 ล้านบาทหรือ
เพิ่มขึ้นเท่ากับ 11.0% ทั้งนี้เนื่องมาจากยอดขายของเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 7,000 เครื่องในไตรมาสแรก
ในขณะที่รายได้ดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระลดลง 11.0% หรือลดลงเท่ากับ 13.0 ล้านบาท อันเนื่องมาจากจำนวนบัญชี
เช่าซื้อที่ลดลงจาก 162,169 บัญชี ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2552 ลดลงเหลือ เท่ากับ 159,950 บัญชี ณ สิ้นเดือนมีนาคม
2553 ทั้งนี้เนื่องมาจากจำนวนบัญชีที่ปิดและยึดคืนมากกว่าบัญชีที่เปิดใหม่ และรายได้อื่นก็ลดลงประมาณ 31.1 ล้านบาท
อันมีสาเหตุมาจากในไตรมาสนี้บริษัทฯไม่ได้มีกำไรจากการขายร้านสาขาที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และ การใช้สิทธิในการ
ซื้อรถบรรทุกเดินตลาดที่บริษัทเช่าใช้มาจากผู้ให้เช่าตามสัญญาเช่าใช้ที่ครบกำหนดแล้วขายออกไปเช่นดียวกันกับไตรมาสแรก
ของปี 2552
ณ สิ้นเดือนมีนาคม ปี 2553 บริษัทฯมีการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือจำนวน 34.0 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับการตั้ง
สำรอง ณ สิ้นเดือนธันวาคม ปี 2552 อันมีผลสืบเนื่องมาจากการวางแผนจัดการกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่มีการ
เคลื่อนไหวช้า และรถจักรยานยนต์ที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
โดยภาพรวมของไตรมาสแรกของปี 2553 บริษัทมียอดกำไรสุทธิทั้งสิ้น 11.1 ล้านบาท เมื่อเทียบกับยอดกำไรสุทธิ
16.7 ล้านบาท ของไตรมาสแรกของปี 2552 ผลต่างที่ลดลง 5.6 ล้านบาท สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้:-
ล้านบาท
1.) ยอดขายของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น 98
2.) รายได้ดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระลดลง -13
3.) รายได้อื่นๆลดลง -31
4.) ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น -57
5.) ค่าใช้จ่ายผันแปรเพิ่มขึ้น -13
6.) ค่าใช้จ่ายกึ่งผันแปรเพิ่มขึ้น -5
7.) ค่าใช้จ่ายประจำลดลง 12
8.) ดอกเบี้ยจ่ายลดลง 3
รวมผลต่าง -6
งบดุล
ลูกหนี้เช่าซื้อและลูกหนี้อื่น-สุทธิเพิ่มขึ้นจาก 1,132 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2552 มาเท่ากับ 1,172 ล้าน
บาท ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2553 หรือเพิ่มขึ้นเท่ากับ 3.5% ทั้งนี้เนื่องมาจากมูลค่าของบัญชีเช่าซื้อเครื่องปรับอากาศขายใหม่
ที่มีมูลค่ามากกว่ามูลค่าของบัญชีเช่าซื้อเดิมที่ปิดอันเนื่องมาจากการปิดบัญชีปกติ การยึดคืนและการให้ส่วนลดจำนวนบัญชีเช่าซื้อ
ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2553 ลดลงเหลือเท่ากับ 159,950 บัญชี เทียบกับ ณ สิ้นเดือนธันวาคม ปี 2552ที่มีจำนวนเท่ากับ
162,169 บัญชี หรือลดลงเท่ากับ 2,219 บัญชี
สินค้าคงเหลือ-สุทธิเพิ่มขึ้นจาก 201 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2552 มาเท่ากับ 224 ล้านบาท ณ สิ้นเดือน
มีนาคม 2553 สาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นของสินค้าใหม่อันได้แก่ เครื่องปรับอากาศ ตู้แช่ และ ตู้เย็นเพื่อไว้ใช้ในการขาย
สำหรับฤดูร้อน
เจ้าหนี้การค้า ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2553 คงเหลือเท่ากับ 123 ล้านบาท ลดลงจากเดือนธันวาคม 2552 ซึ่งเท่ากับ
153 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องมาจากการชำระเงินค่าสินค้าล่วงหน้าให้กับผู้ผลิตรายใหญ่เพื่อให้ได้ส่วนลดเงินสด
เงินกู้ที่มีภาระดอกเบี้ยสำหรับไตรมาสแรกนี้ลดลงเท่ากับ 14.4 ล้านบาท ตามตารางการชำระเงินคืนกู้ โดยเงินที่
ชำระคืนนั้นมาจากกระแสเงินสดที่ได้รับจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
จึงเรียนมาเพื่อชี้แจงข้อมูลสำคัญที่มีผลต่อผลประกอบการและฐานะการเงินของบริษัท
ขอแสดงความนับถือ
บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
( นายบุญยง ตันสกุล )
กรรมการผู้จัดการ